[สัมภาษณ์] สร้างบริษัทเขียน iOS App ต้องทำอย่างไร

สวัสดีครับ วันนี้ผมไปหยิบยกเอาบทความต่างประเทศจาก RAYWENDERLICH มาให้อ่านกันครับ เค้าไปสัมภาษณ์ Kyle Richer ซึ่งเป็น co-founder ของบริษัท Emperical Development ครับ Kyle มีส่วนร่วมกับ iOS application กว่า 750 apps และถูกพูดถึง 4 ครั้งในงาน WWDC โดยผมจะสรุปใจความสำคัญมาให้อ่านกันนะครับ

Q : ไม่ทราบว่าคุณไปพบกับลูกค้าคนแรกของคุณยังไงครับ
A : ก็เพื่อนๆแนะนำกันมาครับ เป็นโปรเจคเกี่ยวกับระบบหลังบ้านของโรงเรียนมัธยมครับ ตอนแรกๆผมก็คิดราคาไม่ค่อยถูกหรอก ค่อนข้างจะราคาถูกไปซะด้วยซ้ำ (2 ปีแรก) แต่พอเริ่มรับงานเรื่อยๆ ก็เริ่มมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น เริ่มรับงานที่ใหญ่ขึ้นและราคาแพงขึ้นครับ แล้วผมก็พบว่า “ลูกค้าที่ชอบงานของคุณ คือการทำ marketing ที่ดีที่สุด”

Q : คุณชอบที่จะคิดเงินเป็นรายโปรเจค (fixed bid project) หรือว่าคิดเงินเป็นรายชั่วโมง (hourly) มากกว่ากันครับ เพราะอะไร
A : ผมต้องเลือกคิดเงินเป็นรายชั่วโมง (hourly) ครับ เพราะเวลาที่คุณไม่ถูกบีบด้วยเวลาในการทำงาน คุณสามาถพัฒนาอะไรที่มีความยืดหยุ่นได้มาก และมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย คิดดูว่าถ้าลูกค้าต้องการปรับเปลี่ยนอะไร โปรแกรมของคุณก็สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ง่ายๆ ก็แก้ไขได้ง่ายมากๆเลย
แต่ถ้าคิดเงินเป็นรายโปรเจค (fixed bid) ส่วนใหญ่เราก็จะทำงานให้เสร็จเร็วที่สุด เพื่อจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นต่อ ดังนั้นทุกอย่างก็จะเป๊ะๆๆ ไปหมด ถ้าลูกค้าต้องการแก้ไขอะไรซักอย่าง โปรแกรมของเราก็มักจะไม่รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีนัก (งานงอก)
ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะชอบคิดเงินเป็นรายโปรเจคครับ เพราะว่าคำนวนค่าใช้จ่ายได้ง่ายดี

Q : ลูกค้าที่แย่ที่สุดของคุณที่เคยพบมาเป็นแบบไหนครับ
A : ผมคงไม่อาจพูดคำว่าลูกค้าแย่ๆได้ ผมคิดว่าเมื่อผู้รับงานกับลูกค้าไม่ลงรอยกัน ความผิดพลาด และผลเสียมันก็ตกอยู่กับทั้งคู่นั่นแหละ แต่หลังจากที่ผมทำงานมาซักระยะ ผมมักจะคาดหวังให้ลูกค้าทราบถึงสิ่งเหล่านี้ก่อนครับ ว่าปัญหามันอยู่ที่ไหน ด้วยการเกริ่นๆอะไรประมาณนี้กับลูกค้าก่อน
– เมื่อปีที่ผ่านมา มีลูกค้าจำนวนน้อยเท่านั้น ที่จ่ายเงินไม่ทันเวลาด้วยเหตุผลต่างๆกัน
– ส่วนใหญ่ลูกค้ารายเล็กๆ หรือพวก startups จะไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาซอฟท์แวร์ คุณต้องระวังพวก bugs, การเปลี่ยนแปลงต่างๆ และพวก timelines
– ลูกค้ามักไม่ค่อยเข้าใจว่าโปรแกรมเราทำงานอะไรได้บ้าง อะไรคือข้อจำกันของมัน
ถ้าคุณทำความเข้าใจเบื้องต้นให้ได้แบบนี้ ปัญหาก็จะเกิดน้อยลงครับ

Q : เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่าควรจะจ้างพนักงานคนแรก และคุณไปหามาได้อย่างไร
A : เริ่มแรกผมทำงานกับพวก freelance ก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของ graphic design จริงๆถ้าผมทำส่วนนี้เองได้นี่จะดีมากๆเลย อย่างแรกที่ผมคิดก่อนจะเริ่มจ้างพนักงาน full time คนแรกก็คือ งานของคุณมันล้นมือแล้วรึยัง มันพอสำหรับที่จะจ้างคนอีกคนหนึ่งมาช่วยรึยัง บริษัทหลายๆบริษัทพลาดตรงจุดนี้ คือจ้างพนักงานมาเกินกว่างานที่มี มันทำให้คุณต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่มากเกินจำเป็นอีกกว่าหลายเดือนทีเดียวกว่างานจะพอมือ
ผมมักจะหาพนักงานจากพวกงานสมนา งาน meet ups ต่างๆด้านนี้ เพราะจะได้พูดคุยกันก่อน และมักจะเริ่มจ้างเป็น contract (สัญญาจ้างชั่วคราว) ถ้าทำงานได้จริงๆก็จะจ้างเป็นเต็มเวลาครับ ให้เลือกพนักงานโดยดูคนที่ดูฉลาดกว่าเรา ผมไม่เคยจ้างใครที่ฉลาดน้อยกว่าตัวเองเลย
วิธีการนี้ทำให้การหาคนเป็นเรื่องยากครับ ผมออกแบบวิธีการทดสอบคนที่จะมาร่วมงานด้วย ด้วยวิธี “Dragon’s Test”

Q : แล้ว Dragon’s Test คืออะไรหรอครับ
A : ผมจะสัมภาษณ์โดยให้ลองทำงานจริงๆเลย และมันจะยากไปเรื่อยๆ แต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการนี้โดยการให้ app ที่มี 5 tabs ซึ่งแต่ละ tab นั้นจะมีส่วนที่ใช้งานไม่ได้แตกต่างกัน และผมจะให้ source code ไปด้วย แล้วให้หา bugs ในเวลาที่จำกัด ไม่เคยมีใครทำได้ perfect เลย แต่ก็ทำให้เรารู้ถึงความสามารถของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

Q : คุณจัดการกับพวกบัญชี การจ่ายเงิน กฎหมาย ของบริษัทคุณอย่างไร
A : ถ้าคุณมีผู้ลงทุนหนุนหลังอยู่ก็สบายไปครับ ส่วนนี้เค้าจัดการให้ แต่ถ้าคุณไม่มี ก็จำเป็นต้องจ้างคนมาช่วย แต่สำหรับผม ผมเลือกที่จะทำงานด้านนี้เองก่อน มันทำให้เรารู้ และสามารถจัดการบริษัทได้ด้วยตนเอง จนกว่าที่คุณจะทำไม่ไหว คุณถึงค่อยจะจ้างคนมาช่วย แต่สำหรับเรื่องกฎหมายนั้นยาก นอกจากคุณจะเป็นทนาย หรือเรียนมาด้านนี้ตรงๆ พวกสัญญาต่างๆที่ทำกับลูกค้า อาจจะไม่ครอบคลุมเพียงพอ หรือมีส่วนที่ทำให้เราเสียเปรียบในช่วงแรกๆ แต่หลังจากนั้นคุณก็จะทำได้เอง เพราะการจ้างทนายนั้นแพงมากๆ

Q : คุณเคยเขียน app เองรึเปล่า
A : เราเริ่มต้นด้วยการเขียน app ขึ้นมาเอง ก่อนที่จะไปทำเป็นด้านที่ปรึกษาในภายหลัง

Q : ทราบว่าคุณทำงานแบบออนไลน์ทั้งหมด ไม่ทราบว่าคุณทำทั้งหมดนั้นได้อย่างไรครับ
A : แน่นอนว่าเราทำงานแบบออนไลน์ทั้งหมด คือเราอยู่กันคนละที่ ก็เลยต้องใช้เครื่องมือต่างๆมาช่วย ตามนี้ครับ
– Adium/iChat/Messages เอาไว้คุยกันครับ email ก็เหมือนกัน
– Freshbooks เอาไว้สำหรับดูพวก timeline แล้วก็ budgets ครับ
– LighthouseApp ไว้สำหรับ track ticket ครับ
– Facetime และ Google Hangouts สำคัญมากๆเลย บางครั้งก็ต้องการคุยแบบเห็นหน้ากัน

จบแล้ว หวังว่าจะเข้าใจกันนะครับ หากผมสรุป หรือแปลไม่เข้าใจก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ  :)

Credithttp://www.raywenderlich.com/44362/running-a-successful-ios-consulting-company-a-top-app-dev-interview